ค่าขนส่งจีนมาไทยคิดจากอะไรบ้าง? คิดยังไง ?

ค่าขนส่งจีนมาไทยคิดจากอะไรบ้าง? เข้าใจง่ายสำหรับมือใหม่
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มนำเข้าสินค้าจากจีน หนึ่งในเรื่องที่ทำให้สับสนมากที่สุดคือ “ค่าขนส่งจีนมาไทยคิดยังไง?”
บางคนถามเป็นกิโล บางคนถามเป็นคิว บางคนเห็นราคาทางรถกับทางเรือไม่เท่ากัน บางคนสินค้าน้ำหนักเบาแต่ค่าขนส่งสูง หรือบางคนสินค้ากล่องเล็กแต่หนักมากจนราคาไม่เป็นไปตามที่คิด
ความจริงแล้ว ค่าขนส่งจีนมาไทยไม่ได้คิดจากน้ำหนักอย่างเดียว และไม่ได้คิดจากขนาดอย่างเดียว แต่จะดูหลายอย่างประกอบกัน เช่น ขนาดสินค้า น้ำหนักสินค้า ประเภทสินค้า เส้นทางขนส่ง เมืองต้นทาง วิธีขนส่ง และบริการจัดส่งในไทย
บทความนี้จะอธิบายแบบง่าย ๆ สำหรับมือใหม่ ว่าค่าขนส่งจีนมาไทยของ CTM คิดจากอะไรบ้าง ต้องเตรียมข้อมูลอะไร และมีจุดไหนที่ควรรู้ก่อนเริ่มนำเข้าสินค้าจากจีน เพื่อให้วางแผนต้นทุนได้แม่นขึ้น ลดความเสี่ยงขาดทุน และขายสินค้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ทำไมมือใหม่ต้องเข้าใจค่าขนส่งจีนมาไทยก่อนสั่งสินค้า?
หลายคนเริ่มต้นนำเข้าสินค้าจากจีนเพราะเห็นว่าสินค้าต้นทางราคาถูก โรงงานมีให้เลือกเยอะ และมีโอกาสทำกำไรได้ดี แต่ปัญหาที่เจอบ่อยคือ คิดต้นทุนแค่ราคาสินค้า แล้วลืมรวมค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ตัวอย่างเช่น เห็นสินค้าจากจีนชิ้นละ 50 บาท คิดว่าจะนำมาขาย 99 บาทแล้วมีกำไรแน่นอน แต่พอรวมค่าขนส่งจากจีนมาไทย ค่าขนส่งในจีน ค่าจัดส่งในไทย ค่าแพ็กสินค้า หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต้นทุนจริงอาจสูงกว่าที่คิด
นี่คือเหตุผลว่าทำไมก่อนสั่งสินค้าจากจีน ควรเข้าใจเรื่องค่าขนส่งก่อน เพราะค่าขนส่งมีผลโดยตรงกับ
-
ต้นทุนต่อชิ้น
-
ราคาขายหน้าร้าน
-
กำไรจริง
-
จำนวนขั้นต่ำที่ควรสั่ง
-
วิธีขนส่งที่เหมาะสม
-
ความเสี่ยงเรื่องสินค้าเสียหายหรือสูญหาย
-
การวางแผนสต็อกสินค้า
ถ้าเข้าใจตั้งแต่แรก จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นว่า สินค้าตัวนี้ควรนำเข้าหรือไม่ ควรส่งทางรถหรือทางเรือ และควรสั่งจำนวนเท่าไหร่ถึงจะคุ้ม
ค่าขนส่งจีนมาไทยคิดจากอะไรบ้าง?
โดยหลัก ๆ แล้ว ค่าขนส่งจีนมาไทยจะพิจารณาจากปัจจัยสำคัญเหล่านี้
-
ขนาดสินค้า หรือ CBM
-
น้ำหนักสินค้า
-
ประเภทสินค้า
-
วิธีขนส่ง ทางรถหรือทางเรือ
-
เมืองต้นทางในจีน เช่น Guangzhou หรือ Yiwu
-
จำนวนสินค้าและปริมาณรวม
-
ค่าจัดส่งภายในไทย
-
เงื่อนไขสินค้า เช่น สินค้าทั่วไป สินค้าอาหาร สินค้าแบรนด์ หรือสินค้าที่ต้องเช็กพิเศษ
-
การประกันสินค้า
-
เงื่อนไขการรับสินค้าและการเซ็นรับของ
ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าแยกออกทีละข้อจะเข้าใจง่ายมาก เพราะจริง ๆ แล้วระบบคิดค่าขนส่งมีหลักสำคัญอยู่ไม่กี่อย่าง คือ ดูขนาด ดูน้ำหนัก ดูประเภทสินค้า แล้วเลือกวิธีขนส่งให้เหมาะสม
CBM คืออะไร? ทำไมค่าขนส่งจีนมาไทยต้องคิดเป็นคิว?
คำว่า CBM ย่อมาจาก Cubic Meter หรือที่หลายคนเรียกว่า คิว
เป็นหน่วยวัดปริมาตรของสินค้า ใช้ดูว่าสินค้านั้นกินพื้นที่ในรถหรือตู้คอนเทนเนอร์มากแค่ไหน
สูตรคำนวณ CBM คือ
กว้าง x ยาว x สูง ÷ 1,000,000
โดยต้องใช้หน่วยเป็นเซนติเมตร
ตัวอย่างเช่น กล่องสินค้าขนาด
กว้าง 50 ซม. x ยาว 60 ซม. x สูง 40 ซม.
คำนวณได้เป็น
50 x 60 x 40 ÷ 1,000,000 = 0.12 CBM
ถ้ามีทั้งหมด 10 กล่อง
0.12 x 10 = 1.2 CBM
นั่นแปลว่าสินค้าล็อตนี้มีปริมาตรรวม 1.2 CBM หรือ 1.2 คิว
CBM สำคัญมาก เพราะสินค้าบางอย่างไม่ได้หนัก แต่กล่องใหญ่มาก เช่น ตุ๊กตา หมอน กล่องพลาสติก ชั้นวางของ ของใช้ในบ้าน หรือสินค้าที่แพ็กมาแบบกินพื้นที่ สินค้าเหล่านี้จะใช้พื้นที่บนรถหรือตู้เยอะ ทำให้ต้องคิดค่าขนส่งจากขนาดเป็นหลัก
น้ำหนักสินค้าก็สำคัญ ไม่ใช่ดูแค่ขนาดอย่างเดียว
นอกจากขนาดสินค้าแล้ว น้ำหนักสินค้า ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการคิดค่าขนส่งจีนมาไทย
สินค้าบางอย่างกล่องไม่ใหญ่ แต่มีน้ำหนักมาก เช่น
-
อะไหล่โลหะ
-
น็อต สกรู
-
เครื่องมือช่าง
-
อุปกรณ์เหล็ก
-
อุปกรณ์ทองเหลือง
-
เครื่องจักรขนาดเล็ก
-
วัสดุก่อสร้างบางประเภท
สินค้ากลุ่มนี้ถ้าดูแค่ CBM อาจเหมือนใช้พื้นที่น้อย แต่ความจริงมีน้ำหนักสูงมาก ซึ่งมีผลกับการบรรทุก การจัดเรียงสินค้า และต้นทุนขนส่ง
ตามเงื่อนไขของ CTM จะมีหลักสำคัญคือ
1 CBM ต้องไม่เกิน 400 KG
ถ้าน้ำหนักเกิน 400 KG ต่อ 1 CBM จะต้องคำนวณตามน้ำหนัก โดยแปลงน้ำหนักออกมาเป็น CBM เพื่อใช้คิดค่าขนส่ง
พูดให้เข้าใจง่ายคือ ถ้าสินค้าหนักเกินเกณฑ์ จะไม่ได้คิดจากขนาดอย่างเดียว แต่จะเอาน้ำหนักมาคำนวณร่วมด้วย
ตัวอย่างการคิดกรณีน้ำหนักเกิน 400 KG ต่อ 1 CBM
สมมติว่าสินค้าของคุณมีขนาดรวม 1 CBM แต่น้ำหนักรวม 800 KG
ตามเงื่อนไข 1 CBM ไม่ควรเกิน 400 KG
ดังนั้นถ้าสินค้าหนัก 800 KG จะต้องนำมาคำนวณใหม่
สูตรเข้าใจง่ายคือ
น้ำหนักจริง ÷ 400 = CBM ที่ใช้คิดราคา
ตัวอย่าง:
800 ÷ 400 = 2 CBM
แม้ว่าขนาดจริงจะเป็น 1 CBM แต่เพราะน้ำหนักสูงมาก จึงอาจต้องคิดค่าขนส่งเทียบเท่า 2 CBM
นี่คือเหตุผลที่บางคนสงสัยว่า
“ของกล่องเล็กเอง ทำไมค่าขนส่งแพง?”
คำตอบคือ เพราะสินค้านั้นอาจมีน้ำหนักสูงเกินเกณฑ์ ทำให้ต้องคิดตามน้ำหนัก ไม่ใช่ขนาดอย่างเดียว
สินค้าเบาแต่กล่องใหญ่ คิดยังไง?
สินค้าบางประเภทมีน้ำหนักเบา แต่กล่องใหญ่และกินพื้นที่มาก เช่น หมอน ตุ๊กตา กล่องพลาสติก ตะกร้า ของแต่งบ้าน หรือสินค้าประเภทแฟชั่นที่แพ็กมาแบบหลวม ๆ
สินค้ากลุ่มนี้อาจไม่ได้หนักมาก แต่ใช้พื้นที่ในตู้เยอะ ทำให้ค่าขนส่งมักคิดจาก CBM หรือปริมาตรเป็นหลัก
ตัวอย่างเช่น สินค้าหนักแค่ 80 KG แต่ขนาดรวม 2 CBM
ในกรณีนี้ค่าขนส่งจะดูที่ 2 CBM เพราะสินค้ากินพื้นที่จริงบนรถหรือตู้คอนเทนเนอร์
ดังนั้น สินค้าเบาแต่กล่องใหญ่ไม่ได้แปลว่าค่าส่งจะถูกเสมอไป เพราะการขนส่งต้องดูว่าใช้พื้นที่มากแค่ไหน
ถ้าอยากลดต้นทุนสำหรับสินค้ากล่องใหญ่ ควรให้โรงงานช่วยแพ็กให้กระชับขึ้น ลดพื้นที่ว่างในกล่อง และเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใหญ่เกินจำเป็น
สินค้าหนักแต่กล่องเล็ก ก็ต้องระวัง
ในทางกลับกัน สินค้าบางอย่างกล่องเล็กมาก แต่มีน้ำหนักสูง เช่น
- อะไหล่โลหะ
- ทองเหลือง
- น็อต
- สกรู
- เหล็ก
- เครื่องมือช่าง
- อุปกรณ์อุตสาหกรรม
สินค้ากลุ่มนี้อาจดูเหมือนไม่กินพื้นที่ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักจริงกลับหนักมาก ซึ่งน้ำหนักมีผลต่อค่าขนส่งโดยตรง
ตัวอย่างเช่น กล่องเล็ก 1 กล่อง แต่หนักหลายสิบกิโลกรัม หากรวมหลายกล่องอาจทำให้น้ำหนักรวมสูงมาก และอาจเกินเกณฑ์ 400 KG ต่อ 1 CBM ได้
เพราะฉะนั้น หากคุณนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่ทำจากโลหะ ควรแจ้งน้ำหนักต่อกล่องและจำนวนกล่องให้ครบ เพื่อให้ทีมงานประเมินค่าขนส่งได้ถูกต้อง
การแจ้งแค่ “กล่องไม่ใหญ่” อาจไม่พอ เพราะสิ่งที่ต้องดูควบคู่กันคือ กล่องเล็กแค่ไหน และหนักเท่าไหร่
ประเภทสินค้าแต่ละแบบ เรทไม่เท่ากัน
ค่าขนส่งจีนมาไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับ ประเภทสินค้า ด้วย
โดยตามใบเสนอราคาของ CTM จะแบ่งประเภทสินค้าออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- สินค้าทั่วไป
- สินค้าพิเศษ / อาหาร
- สินค้าแบรนด์
สินค้าทั่วไปมักมีเงื่อนไขไม่ซับซ้อน เช่น ของใช้ทั่วไป สินค้าพลาสติก สินค้าแฟชั่นบางประเภท หรือสินค้าที่ไม่มีข้อจำกัดพิเศษ
สินค้าพิเศษหรืออาหาร อาจต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ลักษณะสินค้า บรรจุภัณฑ์ เงื่อนไขการขนส่ง และความเหมาะสมของช่องทาง
สินค้าแบรนด์จะมีความละเอียดมากขึ้น เพราะเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้า เอกสาร หรือเงื่อนไขเฉพาะในการขนส่ง
ดังนั้นก่อนสั่งซื้อ ควรเช็กก่อนว่าสินค้าของคุณอยู่ในกลุ่มไหน เพราะแต่ละประเภทมีเรทและเงื่อนไขไม่เหมือนกัน
ตารางเรทราคา CTM สำหรับขนส่งจีนมาไทย
จากใบเสนอราคาของ CTM เรทค่าขนส่งจีนมาไทยแบ่งตามประเภทสินค้าและช่องทางขนส่ง ดังนี้
สินค้าทั่วไป
- ทางรถ: 5,000 บาท / CBM
- ทางเรือ: 3,000 บาท / CBM
สินค้าพิเศษ / อาหาร
- ทางรถ: 5,900 บาท / CBM
- ทางเรือ: 4,200 บาท / CBM
สินค้าแบรนด์
- ทางรถ: 6,800 บาท / CBM
- ทางเรือ: 4,900 บาท / CBM
เรทราคานี้ใช้กับต้นทางหลักอย่าง Guangzhou และ Yiwu ตามใบเสนอราคาของ CTM
จะเห็นได้ว่า ทางรถมีราคาสูงกว่าทางเรือ เพราะเหมาะกับสินค้าที่ต้องการความเร็ว ส่วนทางเรือจะช่วยคุมต้นทุนได้ดีกว่า เหมาะกับสินค้าปริมาณมากหรือสินค้าที่ไม่เร่งด่วน
สำหรับลูกค้าที่มีสินค้ามากกว่า 200 CBM สามารถต่อรองราคาได้ เหมาะกับลูกค้ารายใหญ่หรือธุรกิจที่มีการนำเข้าเป็นประจำ
ทางรถหรือทางเรือ เลือกแบบไหนดี?
การขนส่งจีนมาไทยหลัก ๆ ที่นิยมใช้คือ ทางรถ และ ทางเรือ ซึ่งเหมาะกับคนละรูปแบบธุรกิจ
ทางรถ
ทางรถเหมาะกับคนที่ต้องการความเร็ว เช่น
- ต้องการเติมสต็อกด่วน
- มีออเดอร์รออยู่
- สินค้าขายดีและรอของนานไม่ได้
- ต้องการหมุนรอบสินค้าเร็ว
ข้อดีของทางรถคือถึงไวกว่า แต่ค่าขนส่งจะสูงกว่าทางเรือ
ทางเรือ
ทางเรือเหมาะกับคนที่ต้องการคุมต้นทุน เช่น
- สินค้าปริมาณมาก
- ไม่ได้รีบใช้สินค้า
- วางแผนสต็อกล่วงหน้า
- ต้องการลดต้นทุนต่อหน่วย
ข้อดีของทางเรือคือประหยัดกว่า เหมาะกับธุรกิจที่วางแผนการนำเข้าได้ดี
สรุปง่าย ๆ คือ
ต้องการความเร็ว = ทางรถ
ต้องการประหยัดต้นทุน = ทางเรือ
แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณเหมาะกับช่องทางไหน ควรให้ทีมงานช่วยดูจากขนาด น้ำหนัก ประเภทสินค้า และความเร่งด่วนในการใช้งาน
Guangzhou และ Yiwu ส่งเข้าโกดัง CTM
ต้นทางในจีนก็มีผลกับต้นทุนเช่นกัน เพราะโรงงานแต่ละแห่งอยู่คนละเมือง บางโรงงานอยู่ใกล้โกดังจีน บางโรงงานอยู่ไกลกว่า ทำให้ค่าขนส่งภายในจีนอาจแตกต่างกัน
ในใบเสนอราคาของ CTM มีต้นทางหลักคือ
- Guangzhou
- Yiwu
ทั้งสองพื้นที่สามารถส่งสินค้าเข้าโกดัง CTM ได้ และใช้เรทขนส่งจีนมาไทยตามประเภทสินค้าและช่องทางที่ระบุไว้
อย่างไรก็ตาม แม้เรทขนส่งจากโกดังจีนมาไทยจะชัดเจน แต่ลูกค้าควรเช็กเพิ่มเรื่องค่าขนส่งจากโรงงานมายังโกดังจีนด้วย เพราะบางโรงงานอาจมีค่าจัดส่งภายในจีนเพิ่มเติม
ดังนั้น ก่อนสั่งสินค้า ควรถามโรงงานให้ชัดว่า
- โรงงานอยู่เมืองไหน
- ส่งเข้าโกดังจีนได้ไหม
- มีค่าขนส่งในจีนเท่าไหร่
- ใช้เวลากี่วันถึงโกดัง
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ประเมินต้นทุนรวมได้แม่นขึ้น
นำเข้ามากกว่า 200 CBM ต่อรองราคาได้
สำหรับลูกค้าที่นำเข้าสินค้าปริมาณมาก ตามใบเสนอราคา CTM ระบุว่า
สินค้ามีจำนวนมากกว่า 200 CBM สามารถต่อรองราคาได้
เงื่อนไขนี้เหมาะกับลูกค้ารายใหญ่ เช่น
- เจ้าของแบรนด์
- ร้านค้าส่ง
- ผู้นำเข้าสินค้าประจำ
- ธุรกิจที่มีรอบนำเข้าต่อเนื่อง
- บริษัทที่ต้องการลดต้นทุนระยะยาว
- ลูกค้าที่ต้องการวางแผนต้นทุนล่วงหน้า
การนำเข้าปริมาณมากช่วยให้ต่อรองราคาได้ง่ายขึ้น และช่วยให้คำนวณต้นทุนต่อหน่วยได้ชัดเจนกว่าเดิม
ถ้าธุรกิจของคุณมีสินค้าปริมาณมาก หรือมีแผนนำเข้าเป็นประจำ การคุยเรทล่วงหน้ากับทีม CTM จะช่วยให้วางแผนต้นทุนได้เป็นระบบมากขึ้น
ถึงไทยแล้ว ส่งต่อยังไง?
เมื่อสินค้าจากจีนมาถึงไทยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดส่งจากโกดังไทยไปยังลูกค้า ซึ่งค่าจัดส่งในไทยจะขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้า พื้นที่จัดส่ง และรูปแบบการส่ง
จากเงื่อนไขของ CTM มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- ขั้นต่ำการจัดส่งคิดที่ 1 CBM
- สินค้า 3 CBM ขึ้นไป มีเงื่อนไขจัดส่งฟรีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
- สินค้าไม่ถึง 1 CBM อาจต้องรอรอบส่ง 1–2 วัน หรือมีค่าบริการเพิ่มเติมตามระยะทาง
- สินค้าชิ้นเล็กจัดส่งผ่าน Flash Express หรือ J&T โดยคิดค่าขนส่งตามจริง
- กรณีส่งต่อไปขนส่งเอกชนบางพื้นที่ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามเงื่อนไข
ดังนั้น ค่าขนส่งจีนมาไทยไม่ใช่ต้นทุนสุดท้ายเสมอไป ต้องดูต่อด้วยว่าสินค้าจะส่งต่อไปที่ไหนในประเทศไทย
ถ้าต้องการประเมินต้นทุนให้ครบ ควรแจ้งปลายทางในไทยตั้งแต่แรก เช่น จังหวัด อำเภอ หรือพื้นที่จัดส่ง เพื่อให้ทีมงานประเมินค่าใช้จ่ายได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น
สินค้าชิ้นเล็ก มีขั้นต่ำ 0.02 CBM
สำหรับสินค้าชิ้นเล็กมาก ๆ หลายคนอาจคิดว่าค่าขนส่งจะคิดตามขนาดจริงแบบละเอียด แต่ในความเป็นจริงจะมีขั้นต่ำในการคิดราคา
ตามเงื่อนไขของ CTM ระบุว่า
สินค้าที่ต่ำกว่า 0.02 CBM จะคิดเป็น 0.02 CBM ต่อบิลทุกกรณี
ตัวอย่างเช่น สินค้าของคุณมีปริมาตรจริง 0.01 CBM
ระบบจะคิดขั้นต่ำเป็น 0.02 CBM
เหตุผลคือ แม้สินค้าจะชิ้นเล็ก แต่ยังมีต้นทุนในการรับสินค้า แยกบิล จัดการสินค้า ติดตามสินค้า และจัดส่งเหมือนกัน
ดังนั้น ถ้าคุณสั่งสินค้าชิ้นเล็กมาก ๆ ควรรู้เงื่อนไขขั้นต่ำนี้ไว้ เพื่อไม่ให้ตกใจตอนคำนวณค่าขนส่งจริง
เช็กก่อนเซ็นรับสินค้าทุกครั้ง
อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ การตรวจสินค้าก่อนเซ็นรับ
ตามเงื่อนไขของ CTM ระบุว่า เมื่อลูกค้าเซ็นรับสินค้าแล้ว หากสินค้าเสียหายหรือจำนวนไม่ครบ ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ไม่รับผิดชอบทุกกรณี
ดังนั้น ก่อนเซ็นรับสินค้ากับพนักงานจัดส่ง ควรตรวจเช็กให้เรียบร้อย เช่น
- จำนวนกล่องครบไหม
- กล่องมีรอยฉีกขาดไหม
- กล่องบุบหรือเสียหายผิดปกติไหม
- สินค้าตรงกับรายการหรือไม่
- มีร่องรอยเสียหายระหว่างขนส่งหรือไม่
ถ้าพบความผิดปกติ ควรถ่ายรูปเก็บหลักฐาน และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีก่อนเซ็นรับสินค้า
ขั้นตอนนี้อาจดูเล็กน้อย แต่ช่วยป้องกันปัญหาภายหลังได้มาก เพราะหลังจากเซ็นรับแล้ว การตรวจสอบย้อนหลังจะทำได้ยากกว่าเดิม
สินค้ามีมูลค่าสูง ควรคิดเรื่องประกัน
หากสินค้าของคุณมีมูลค่าสูง การซื้อประกันสินค้าเป็นอีกทางเลือกที่ควรพิจารณา เพราะช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการนำเข้า
ตามเงื่อนไขของ CTM ลูกค้าสามารถซื้อประกันสินค้าได้ โดยค่าประกันคิดจาก
5% ของมูลค่าสินค้าตามจริง
สำหรับลูกค้าที่ซื้อประกัน หากเกิดความเสียหายตามเงื่อนไข บริษัทจะชดใช้ตามมูลค่าสินค้าจริง 100%
แต่ถ้าไม่ได้ซื้อประกัน กรณีสินค้าสูญหาย บริษัทชดใช้ตามเงื่อนไขคือ 3 เท่าของค่าขนส่ง
ดังนั้น ถ้าสินค้าของคุณมีมูลค่าสูง เช่น สินค้าแบรนด์ สินค้าล็อตใหญ่ สินค้าที่ต้นทุนสูง หรือสินค้าที่หากเสียหายแล้วกระทบยอดขายมาก การซื้อประกันจะช่วยให้วางแผนความเสี่ยงได้ดีขึ้น
สินค้าบางประเภทต้องเช็กก่อนส่ง
สินค้าบางประเภทมีความเสี่ยงหรือข้อจำกัดมากกว่าสินค้าทั่วไป จึงควรแจ้งรายละเอียดให้ทีมงานตรวจสอบก่อนส่งทุกครั้ง
ตัวอย่างสินค้าที่ควรเช็กก่อน ได้แก่
- สินค้าแตกง่าย
- ของเหลว
- สารเคมี
- อาหาร
- สินค้าพิเศษ
- สินค้าที่ต้องดูเงื่อนไขเฉพาะ
- สินค้าที่ต้องแพ็กเป็นพิเศษ
สินค้ากลุ่มนี้ควรแจ้งรายละเอียดให้ครบ เช่น รูปสินค้า ส่วนประกอบ วิธีแพ็ก จำนวน ขนาด น้ำหนัก และเงื่อนไขของสินค้า เพื่อให้ทีมงานช่วยประเมินว่าควรส่งแบบไหน และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง
การเช็กก่อนส่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสินค้าเสียหาย ส่งไม่ได้ หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมภายหลัง
อยากลดค่าขนส่ง ต้องวางแผนก่อนสั่ง
ถ้าต้องการลดค่าขนส่งจีนมาไทย สิ่งสำคัญคือการวางแผนตั้งแต่ก่อนสั่งสินค้า ไม่ใช่รอให้สินค้าถึงโกดังแล้วค่อยแก้
วิธีช่วยลดค่าขนส่ง ได้แก่
1. ขอขนาดกล่องจากโรงงาน
ควรถามโรงงานว่า 1 กล่องมีขนาดเท่าไหร่ กว้าง ยาว สูงกี่เซนติเมตร และสินค้าทั้งหมดมีกี่กล่อง
2. เช็กน้ำหนักต่อกล่อง
ต้องรู้ว่าสินค้าหนักเท่าไหร่ต่อกล่อง และน้ำหนักรวมทั้งล็อตเท่าไหร่ เพื่อดูว่าเกิน 400 KG ต่อ 1 CBM หรือไม่
3. เลือกช่องทางขนส่งให้เหมาะ
ถ้ารีบใช้สินค้า เลือกทางรถ
ถ้าต้องการประหยัดต้นทุน เลือกทางเรือ
การเลือกให้เหมาะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
4. วางแผนรอบสั่งซื้อ
ไม่ควรสั่งน้อยเกินไปจนต้นทุนต่อชิ้นสูง และไม่ควรสั่งเยอะเกินไปจนเงินจม ควรวางแผนจากยอดขายจริงและรอบสต็อกสินค้า
5. แพ็กสินค้าให้เหมาะสม
สินค้าที่แพ็กหลวมเกินไปจะกินพื้นที่มาก ทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้น ควรให้โรงงานแพ็กสินค้าให้กระชับและปลอดภัย
การลดค่าขนส่งไม่ได้แปลว่าต้องเลือกทางที่ถูกที่สุดเสมอไป แต่คือการเลือกวิธีที่เหมาะกับสินค้าและธุรกิจของคุณมากที่สุด

นำเข้าสินค้าจากจีน วางแผนง่ายขึ้นกับ CTM
ค่าขนส่งจีนมาไทยอาจดูซับซ้อนสำหรับมือใหม่ แต่ถ้าเข้าใจหลักการสำคัญ เช่น CBM น้ำหนัก 400 KG ประเภทสินค้า ทางรถ ทางเรือ ค่าจัดส่งในไทย และเงื่อนไขขั้นต่ำ ก็จะช่วยให้วางแผนต้นทุนได้ง่ายขึ้นมาก
CTM Manage Intertrade ช่วยดูแลการนำเข้าสินค้าจากจีนมาไทย พร้อมช่วยประเมินค่าขนส่งจากข้อมูลจริงของสินค้า เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจต้นทุนก่อนเริ่มนำเข้า
บริการของ CTM เหมาะสำหรับ
- มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มนำเข้าสินค้าจากจีน
- ร้านค้าออนไลน์
- เจ้าของแบรนด์
- ลูกค้าที่สั่งสินค้าจากหลายโรงงาน
- ธุรกิจที่ต้องการนำเข้าสินค้าปริมาณมาก
- ผู้ประกอบการที่ต้องการวางแผนต้นทุนอย่างจริงจัง
หากคุณกำลังจะนำเข้าสินค้าจากจีน และอยากรู้ว่าสินค้าของคุณควรคิดค่าขนส่งแบบไหน ส่งทางรถหรือทางเรือคุ้มกว่า หรืออยู่ในประเภทสินค้าอะไร สามารถปรึกษาทีม CTM เพื่อช่วยประเมินก่อนเริ่มสั่งซื้อได้เลย
LINE: @ctmmanageinter
Website: ctmmanageinter.com
สรุป: ค่าขนส่งจีนมาไทยคิดจากอะไรบ้าง?
ค่าขนส่งจีนมาไทยไม่ได้คิดจากราคาสินค้าหรือระยะทางอย่างเดียว แต่ต้องดูหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่
- ขนาดสินค้า หรือ CBM
- น้ำหนักสินค้า หรือ KG
- เงื่อนไข 1 CBM ไม่เกิน 400 KG
- ประเภทสินค้า
- ช่องทางขนส่ง ทางรถหรือทางเรือ
- ต้นทางในจีน เช่น Guangzhou และ Yiwu
- ปริมาณสินค้ารวม
- ค่าจัดส่งในไทย
- ขั้นต่ำ 0.02 CBM
- การตรวจสินค้าก่อนเซ็นรับ
- ประกันสินค้า
- ข้อยกเว้นของสินค้าบางประเภท
- การวางแผนเพื่อลดต้นทุน
ถ้าคุณเป็นมือใหม่ สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มนำเข้าคือ เตรียมข้อมูลสินค้าให้ครบ ได้แก่ รูปสินค้า ชื่อสินค้า จำนวน ขนาดกล่อง น้ำหนักต่อกล่อง จำนวนกล่อง เมืองต้นทาง และปลายทางในไทย
ยิ่งข้อมูลครบ ทีมงานก็จะยิ่งช่วยประเมินค่าขนส่งได้แม่นขึ้น และช่วยให้คุณวางแผนต้นทุนได้ง่ายขึ้นตั้งแต่ก่อนเริ่มนำเข้า