ไม่อยากเสียภาษีเกินจำเป็น? เช็ก FORM E และ Invoice ก่อนนำเข้าสินค้าจากจีน
ไม่อยากเสียภาษีเกินจำเป็น? เช็ก FORM E และ Invoice ก่อนนำเข้าสินค้าจากจีน
สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าจากจีน หลายคนมักให้ความสำคัญกับการหาสินค้าราคาถูก หรือเจรจาต่อรองกับโรงงานเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด
แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนการนำเข้าไม่ได้มีแค่ราคาสินค้าจาก Supplier เท่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อกำไรของธุรกิจ เช่น
- ค่าขนส่งระหว่างประเทศ
- ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร
- ภาษีนำเข้า
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ค่าใช้จ่ายจากเอกสารผิดพลาด
ดังนั้น ผู้นำเข้าที่บริหารต้นทุนเก่ง ไม่ได้มองแค่ราคาซื้อสินค้า แต่ต้องรู้จักใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างถูกต้อง
หนึ่งในสิ่งที่ผู้นำเข้าสินค้าจากจีนควรรู้ คือ FORM E และ Invoice
เพราะเอกสารทั้งสองประเภทนี้มีผลต่อการนำเข้า การประเมินภาษี และการใช้สิทธิพิเศษทางการค้า
FORM E คืออะไร?
FORM E หรือ Certificate of Origin คือ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้ยืนยันว่า สินค้านั้นผลิตหรือมีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีนตามเงื่อนไขที่กำหนด ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียนและจีน (ASEAN-China Free Trade Area: ACFTA)
เอกสาร FORM E มีความสำคัญสำหรับผู้นำเข้า เพราะสามารถใช้ประกอบการขอรับสิทธิพิเศษทางภาษี เช่น การลดอัตราอากรขาเข้า หรือการยกเว้นอากรขาเข้า สำหรับสินค้าที่เข้าเงื่อนไข
พูดง่าย ๆ คือ
FORM E ไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าจากจีนถูกลงตั้งแต่ต้นทาง
แต่ช่วยให้ผู้นำเข้าสามารถ "ลดภาระภาษีนำเข้า" ได้ หากสินค้านั้นได้รับสิทธิและมีเอกสารถูกต้อง
FORM E ช่วยลดภาษีนำเข้าได้อย่างไร?
หลายคนเข้าใจว่า FORM E เป็นเพียงเอกสารประกอบการนำเข้า แต่จริง ๆ แล้ว FORM E มีผลโดยตรงต่อการใช้สิทธิภาษี
ตัวอย่างเช่น
บริษัท A นำเข้าสินค้าจากจีน
มูลค่าสินค้า 1,000,000 บาท
สมมติว่าสินค้าประเภทนี้มีอัตราอากรขาเข้า 10%
หากไม่ได้ใช้สิทธิ FTA
บริษัทต้องเสียอากรขาเข้า
1,000,000 × 10%
= 100,000 บาท
แต่หากสินค้านั้นเข้าเงื่อนไขการใช้สิทธิ FTA และมี FORM E ถูกต้อง
อัตราอากรอาจลดลงเหลือ 0%
ทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนส่วนนี้ได้
100,000 บาท
ดังนั้น FORM E จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารต้นทุนการนำเข้าได้ดีขึ้น
แล้ว Invoice ช่วยลดภาษีนำเข้าได้อย่างไร?
หลายคนสงสัยว่า
"ถ้า FORM E เป็นตัวช่วยลดภาษี แล้ว Invoice เกี่ยวข้องอย่างไร?"
คำตอบคือ Invoice ไม่ได้เป็นเอกสารที่ลดภาษีโดยตรง แต่เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณาการนำเข้าและการคำนวณภาษี
Commercial Invoice คือเอกสารที่แสดงรายละเอียดการซื้อขายระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ เช่น
- ชื่อผู้ขาย
- ชื่อผู้ซื้อ
- รายละเอียดสินค้า
- จำนวนสินค้า
- ราคาสินค้า
- มูลค่ารวม
- เงื่อนไขการซื้อขาย
ข้อมูลใน Invoice จะถูกนำไปใช้ประกอบการตรวจสอบ เช่น
- ราคาสินค้าที่ใช้ในการประเมินภาษี
- รายละเอียดสินค้า
- ความสอดคล้องกับ FORM E
- ความถูกต้องของพิธีการนำเข้า
หาก Invoice ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น
- ไม่สามารถใช้สิทธิภาษีได้
- เจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบเพิ่มเติม
- ประเมินภาษีใหม่
- สินค้าล่าช้า
ดังนั้น FORM E และ Invoice ต้องทำงานร่วมกัน
FORM E = ใช้ขอสิทธิพิเศษทางภาษี
Invoice = ใช้ยืนยันรายละเอียดและมูลค่าการนำเข้า
FORM E ขอจากที่ไหน? ใครเป็นคนออกเอกสาร?
หลายคนเข้าใจผิดว่าผู้นำเข้าในประเทศไทยเป็นผู้ขอ FORM E เอง
แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ต้องดำเนินการขอ FORM E คือ "ผู้ส่งออกหรือ Supplier ในประเทศจีน"
ขั้นตอนทั่วไปคือ
- ผู้นำเข้าแจ้ง Supplier จีนตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อว่า ต้องการใช้สิทธิ FORM E
- Supplier เตรียมข้อมูลสินค้าและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- Supplier ยื่นขอ FORM E กับหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตในประเทศจีน
- เมื่อได้รับเอกสารแล้ว Supplier ส่ง FORM E ให้ผู้นำเข้าในประเทศไทย
- ผู้นำเข้าใช้เอกสารประกอบการดำเนินพิธีการศุลกากร
ดังนั้น หากต้องการใช้สิทธิ FORM E ควรแจ้ง Supplier ตั้งแต่ก่อนส่งสินค้า ไม่ควรรอจนสินค้ามาถึงประเทศไทย
ขอ FORM E ยากไหม?
โดยทั่วไป FORM E ไม่ใช่เอกสารที่ขอยาก หาก Supplier ในจีนมีประสบการณ์ส่งออกอยู่แล้ว
แต่ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ
- โรงงานจีนไม่เคยดำเนินการมาก่อน
- Supplier ไม่เข้าใจเรื่องสิทธิ FTA
- รายละเอียดสินค้าไม่ตรงกับ Invoice
- เอกสารออกล่าช้า
- สินค้าส่งออกแล้ว แต่ยังไม่มี FORM E
ดังนั้น ความยากไม่ได้อยู่ที่ตัว FORM E แต่ขึ้นอยู่กับการเตรียมข้อมูลและความพร้อมของ Supplier
Invoice ต้องขอจากใคร?
Invoice เป็นเอกสารที่ออกโดยผู้ขาย หรือ Supplier ในประเทศจีน
ผู้นำเข้าควรแจ้ง Supplier ให้จัดทำ Invoice ที่มีรายละเอียดครบถ้วน เช่น
- ชื่อสินค้าอย่างชัดเจน
- จำนวนสินค้า
- ราคาต่อหน่วย
- มูลค่ารวม
- ประเทศต้นทาง
- รายละเอียดผู้ซื้อและผู้ขาย
ไม่ควรใช้คำอธิบายสินค้ากว้างเกินไป เช่น
"Product"
เพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถทราบรายละเอียดสินค้าได้ชัดเจน
ควรระบุให้ละเอียด เช่น
"Plastic Storage Box"
"LED Lighting Equipment"
"Industrial Machine Parts"
เพื่อช่วยให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างถูกต้อง
ตัวอย่างการใช้ FORM E และ Invoice เพื่อลดต้นทุน
ตัวอย่างที่ 1
บริษัทนำเข้าเครื่องจักรจากจีน
ราคาสินค้า 2,000,000 บาท
อัตราอากรปกติ 5%
หากไม่ได้ใช้สิทธิ
2,000,000 × 5%
= 100,000 บาท
แต่หากตรวจสอบแล้วว่าสินค้าเข้าเงื่อนไข FTA และมี FORM E ถูกต้อง
อาจได้รับสิทธิอัตราอากรลดลง
ทำให้ลดต้นทุนได้สูงสุดตามสิทธิที่ได้รับ
ตัวอย่างที่ 2
บริษัทนำเข้าอุปกรณ์ไฟฟ้าจากจีน
แต่ Invoice ระบุรายละเอียดไม่ชัดเจน
จากเดิมควรใช้สิทธิภาษีได้
กลับต้องเสียเวลาแก้ไขเอกสาร เพราะข้อมูลสินค้าไม่ตรงกับ FORM E
ผลที่เกิดขึ้นคือ
- สินค้าล่าช้า
- มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- เสียโอกาสในการใช้สิทธิ
สินค้าประเภทไหนควรตรวจสอบ FORM E เป็นพิเศษ?
สินค้าจากจีนหลายประเภทสามารถตรวจสอบสิทธิ FTA ได้ โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าสูงหรือมีการนำเข้าเป็นประจำ เช่น
เครื่องจักรและอุปกรณ์โรงงาน
ตัวอย่าง
- เครื่องผลิตสินค้า
- เครื่องจักรอุตสาหกรรม
- อะไหล่เครื่องจักร
สินค้ากลุ่มนี้มีมูลค่าสูง หากใช้สิทธิภาษีได้ถูกต้อง อาจช่วยลดต้นทุนจำนวนมาก
อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ตัวอย่าง
- อุปกรณ์ไฟฟ้า
- อุปกรณ์ไอที
- ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
บางประเภทอาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น มาตรฐานสินค้า
แบตเตอรี่และสินค้าที่มีแบตเตอรี่
ตัวอย่าง
- Power Bank
- แบตเตอรี่ลิเธียม
- อุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ในตัว
สินค้ากลุ่มนี้ควรตรวจสอบเพิ่มเติม เพราะอาจเกี่ยวข้องกับเอกสารด้านความปลอดภัย เช่น
- MSDS
- UN38.3
- Battery Specification
สินค้าควบคุมและสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต
ตัวอย่าง
อาหาร
ต้องตรวจสอบกับ อย.
เช่น
- อาหารเสริม
- เครื่องดื่ม
- อาหารนำเข้า
เครื่องสำอาง
เช่น
- ครีม
- เซรั่ม
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
เครื่องใช้ไฟฟ้า
บางประเภทต้องตรวจสอบมาตรฐาน เช่น มอก.
สินค้าแบรนด์
ตัวอย่าง
- กระเป๋า
- รองเท้า
- เสื้อผ้า
- สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า
ต้องตรวจสอบเรื่องสิทธิในการนำเข้า เพราะ FORM E ไม่สามารถใช้แก้ปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ได้
ก่อนนำเข้าสินค้าจากจีน ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?
เพื่อไม่ให้เสียภาษีเกินจำเป็น ควรเตรียมตัวก่อนสั่งซื้อ
- ตรวจสอบ HS Code ของสินค้า
เพราะ HS Code เป็นตัวกำหนด
- อัตราภาษี
- สิทธิ FTA
- เงื่อนไขการนำเข้า
- ตรวจสอบว่าสินค้าใช้ FORM E ได้หรือไม่
ไม่ใช่สินค้าจากจีนทุกชนิดจะได้รับสิทธิ
- แจ้ง Supplier เรื่อง FORM E ตั้งแต่ก่อนผลิตหรือส่งออก
- ตรวจสอบ Invoice ให้ถูกต้อง
- ตรวจสอบว่าสินค้าเป็นสินค้าควบคุมหรือไม่
- เตรียมเอกสารให้ครบ เช่น
- Commercial Invoice
- Packing List
- Bill of Lading / Air Waybill
- FORM E
- ใบอนุญาตต่าง ๆ (ถ้ามี)
CTM Manage Intertrade ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการนำเข้าได้อย่างไร?
การลดต้นทุนภาษีนำเข้าไม่ได้เริ่มต้นตอนสินค้ามาถึงประเทศไทย แต่ต้องวางแผนตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ
CTM Manage Intertrade ช่วยดูแลเรื่องการนำเข้าสินค้าจากจีน เช่น
- ให้คำปรึกษาเรื่องเอกสารนำเข้า
- ตรวจสอบข้อมูลสินค้าเบื้องต้น
- แนะนำเอกสารที่ต้องใช้
- ตรวจสอบ Invoice และเอกสารประกอบ
- ช่วยประสานงานด้านการนำเข้า
- ดำเนินพิธีการศุลกากร
เพราะการนำเข้าสินค้าให้ต้นทุนต่ำ ไม่ใช่แค่ซื้อสินค้าได้ราคาถูก แต่ต้องบริหารทุกขั้นตอนให้ถูกต้อง
สรุป
การนำเข้าสินค้าจากจีนไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีมากกว่าที่ควร หากรู้จักวางแผนและใช้สิทธิที่มีอย่างถูกต้อง
FORM E เป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำเข้าใช้สิทธิพิเศษทางภาษีจาก FTA ได้
ส่วน Invoice เป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันรายละเอียดและมูลค่าการนำเข้า เพื่อให้การคำนวณภาษีและการใช้สิทธิเป็นไปอย่างถูกต้อง
ดังนั้น ก่อนสั่งซื้อสินค้าจากจีน ควรตรวจสอบทั้ง FORM E, Invoice, HS Code และข้อกำหนดของสินค้า เพื่อช่วยลดต้นทุน ป้องกันปัญหาสินค้าติดด่าน และทำให้การนำเข้าเป็นไปอย่างราบรื่น
CTM Manage Intertrade พร้อมช่วยวางแผนการนำเข้าสินค้าจากจีน ตั้งแต่ตรวจสอบเอกสาร จนถึงขั้นตอนผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง